Connect with us

ดูบอลสด

โปรแกรมบอล คลิปบอล บอลสด ข่าวแมนยู เจาะลึกภาพยนตร์หงส์แดง

Published

on

โปรแกรมบอล คลิปบอล บอลสด ข่าวแมนยู เจาะลึกภาพยนตร์หงส์แดง

โปรแกรมบอล คลิปบอล บอลสด ข่าวแมนยู เจาะลึกภาพยนตร์หงส์แดง

ชนโรงหนังหงส์แดง โปรแกรมบอล

สวัสดีพี่น้องชาว เดอะ ค็อป ทุกท่านวันนี้ทางทีมงาน สตาร์ ซอคเกอร์ รายวัน มีโอกาสได้ส่งผมไปร่วมชมภาพยนตร์รอบสื่อเรื่อง "The End of The Storm" ภาพยนตร์เจาะลึกเส้นทางแชมป์พรีเมียร์ลีกของสโมสร ลิเวอร์พูล และการทำงานของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนชื่อเฮฟวิ่เมทัลขวัญใจแฟนๆ งานถูกจัดขึ้นวันจันทร์ที่ 25มกราคม ณ โรงภาพยนตร์ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ชั้น 5 เวลา 19.00 น.มาพูดถึงบรรยากาศภายในงาน ต้องขอออกตัวก่อนเลยว่าผมเองก็เป็นแฟนหงส์แดงพันธ์แท้ เพื่อนๆ คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ทีมรักของเราเพิ่งจะบุกไปพ่ายให้กับทีมคู่อริตลอดกาลอย่าง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดณ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบ 4 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ประจวบเหมาะกับการที่ต้องมารับชมภาพยนตร์การคว้าแชมปของเดอะ เร้ดส์ ในวันต่อมาติดๆ กันเนี่ยนะ เหมือนโชคชะตากำลังกลั่นแกล้งผม

อยู่เลยแฮะ แต่แฟนตัวยงอย่างเราก็มีแต่ต้องทำใจแล้วมองไปข้างหน้า มาพูดถึงบรรยากาศภายในงานกันดีกว่า มีแฟน ๆ ที่ถูกเชิญมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง เพื่อน ๆ แต่งกายกันมาอย่างจัดเต็มภายใต้สีเสื้อลิเวอร์พูลตามสไตล์ของตนเองผมมองไปทางไหนก็มีแต่สีแดงเต็มไปหมด ต้องขอยอมรับใจของเพื่อนๆ ชาวเดอะ ค็อปทุกท่านที่มาเข้าร่วมงานนี้ แม้ทีมรักจะเพิ่งแพ้มาแต่พวกเขามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสทักทายกันอย่างมีความสุข ใช่ครับ นี่คือเสน่ห์ของชาวเดอะ

ค็อปอย่างแท้จริง ไม่ว่าคุณจะทุกข์หรือสุข คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดายเฉกเช่นเดียวกับคำขวัญประจำสโมสร "You'll Never Walk Alone" มาถึงจุดลงทะเบียน เจ้าหน้ที่ดำเนินรายการต่าง ๆ ไปอย่างราบรื่นภายใต้มาตรการSocial distancing ที่ทางห้างได้กำชับไว้อย่างเคร่งครัด ภายในงานจะมีบูธขายโมเดลนักเตะลิเวอร์พูลชุดแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20สำหรับคอสะสมโดยเฉพาะ สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่เว็บไชต์ของทางไทยทิคเก็ตเมเจอร์ได้เลยครับ มาถึงช่วงเวลาที่พวกเราชาวหงส์แดงรอคอย ทางโรงหนังได้เปิดประตูให้ผู้ร่วมงานทุกคนได้เข้าไปจับจองที่นั่งตามที่ทางโรงหนังกำหนดไว้ให้ ว่าแล้วผมขอตัวไปรับชุมภาพยนตร์

"The End of The Storm" ก่อนนะเพื่อน ๆ เป็นยังไงเดี๋ยวผมจะมาเล่าให้ฟังตัดภาพมาหลังจากตัวหนังฉายเสร็จเรียบร้อย ผมเดินออกมาจากโรงหนังด้วยรอยยิ้มเพื่อนๆ เดอะค็อปที่เข้าร่วมงานก็ต่างเดินออกมาด้วยรอยยิ้มเช่นกัน อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เพื่อน ๆ คงจะพอเดากันได้แล้วใช่ไหมครับว่าพวกผมรู้สึกอย่างไรตอนนี้ ใช่ครับ ผมมีความสุขสุด ๆ รู้สึกคุ้มค่าที่ได้มารับชมในรอบสื่อนี้ เพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา ผมขอเล่าบรรยากาศในโรงหนังและพูดถึงตัวภาพยนตร์สักเล็กน้อยแล้วกันครับมาพูดถึงตัวภาพยนตร์ก่อนเลยดีกว่าต้องขอบอกก่อนเลยว่า ผมไม่สามารถเล่าได้มากนักเนื่องจากอาจจะเป็นการสปอยล์ตัวหนังก็เป็นได้ ผมจะเล่าแค่น้ำๆ ก็แล้วกัน ตัวหนังทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว ยิ่งถ้าเราเป็น

แฟนหงส์แดง คุณจะยิ้มไม่หุบเลยขณะนั่งรับชม คุณจะได้เห็นนักเตะที่คุณรัก ไม่ว่าจะเป็นโมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ สามประสานแนวรุกขวัญใจชาวเคอะค็อปแม้กระทั่งแนวรับสุดแกร่งอย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ รวมถึงสุดยอดบรมกุนซือของทีมอย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ คุณจะได้เห็นมุมที่แตกต่างออกไปของพวกเขา รวมถึงการจัดการกับปัญหาต่างๆภายในทีม จนนำมาสู่ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกในรอบ 30 ปี ที่พวกเรารอคอยกันมาเนิ่นนานพูดถึงเพลงประกอบฉากภายในเรื่องก็ทำออกไปได้เข้ากับแต่ละเหตุการณ์ภายในเรื่องเป็นอย่างดี ทำให้ดาติดตามตลอดช่วงเวลาชั่วโมงครึ่งของตัวหนัง ผมรู้สึกคันปากอยากเล่มากกว่านี้มากเลย แต่เอาเป็นว่าเท่านี้ก่อนดีกว่า

หลังจากตัวหนังจบลงด้วยเพลง "You'll Never Walk Alone" ทุกคนรวมถึงผม ต่งลุกขึ้นยืนปรบมือกันเสียงดังลั่นโรงหนัง เป็นบรรยากาศแห่งความสุขอย่างแท้จริงแต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา หลังจากนั้นก็พากันแยกย้ายโบกมือร่ลากันด้วยรอยยิ้ม และนี่ก็ถือเป็นวันที่แสนแฮปปี้ของพวกเราชาว เดอะ ค็อปจริงๆ ต้องยอมรับเลยว่าก่อนมางานนี้ ผมอาจจะไม่ค่อยมีอารมณ์อยากไปไหนมากนักเนื่องจากเพิ่งเห็นทีมรักพ่ายปีศาจแดงไปเมื่อคืนตามที่ผมกล่าวไปข้างต้น เราเป็นแฟนตัวยงก็คงเจ็บปวดไม่น้อย แต่เมื่อได้มางานนี้แล้ว ความรู้สึกขุ่นมัวก่อนหน้าก็หายออกไปหมด เพราะได้เห็นรอยยิ้มมากมายของเพื่อน ๆ ผู้มี ลิเวอร์พูล เป็นทีมในดวงใจ  บอลสด 

ภายในงาน หรือว่านี่อาจจะเป็นความหมายที่แท้จริงที่หนังจะสื่อก็ได้นะ "The End of The Storm" ถ้าแปลตรงตัว อาจจะแปลได้ว่า "จุดจบของพายุ" ถ้าเราลองเปรียบ พายุเป็นมรสุมทางอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุกข์เกี่ยวกับหน้าที่การงานหรือเรื่องทุกข์เกี่ยวกับฟอร์มการเล่นของลิเวอร์พูล ตอนนี้ ที่เพื่อนๆ ก็รู้ว่า ทีมรักของเรากำลังอยู่ในช่วงฟอร์มตก ไม่ชนะใครในลีกมา 5 นัดติดต่อกันแล้ว และจุดจบของมันก็คือรอยยิ้มของเพื่อนๆ พลังบวกที่ประดับประคองให้พวกเราทุกคนสามารถยืนหยัดสู้ต่อไปได้ ผมหวังว่าพายุลูกนี้จะอยู่กับทีมรักของเราไม่นาน คำว่า "You'll Never Walk Alone" หรือ "คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย" ไม่ได้มีไว้แค่ประดับโก้ ๆ ไม่ว่าสถานการณ์ภายในทีมตอนนี้จะยากลบากแค่ไหนผมเชื่อว่า ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะกลับมาได้อย่างแน่นอนครับ

5เกม พลิกชีวิต ป็อกบา ข่าวแมนยู

มันไม่น่าแปลกใจที่ก่อนหน้านี้แม้กระทั่งแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังขับไสไล่ส่ง ปอล ป็อกบา กองกลางคนดังของทีมเพราะเขาทำผลงานได้น่าผิดหวังและไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาของทีมได้มากเท่าที่ควร แถมช่วงนั้นมิดฟิลด์คนอื่น ๆ ของทีมก็เล่นได้สุดยอดอีกต่างหากอย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ป็อกบา ถือเป็นกำลังสดัญในการไล่ล่าความสำเร็จของ "ปีศาจแดง" หลังจากเขาโชว์ฟอร์มได้สุดยอดเกือบทุกนัดไม่ว่าจะทั้งด้านเกมรับและเกมรุกจนถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตอนนี้ทีมยังเป็นจ่าฝูงของตารางคะแนนได้ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นมากขึ้นว่าเขาทำผลงานได้ดีแค่ไหน วันนี้เราจึงจะมาย้อนดูฟอร์มในเกมลีก 5 นัดหลังสุดของ ป็อกบา กัน

- vs วูล์ฟส์ (แมฯ ยูในเต็ด ชนะ 1-0) ถือเป็นการกลับมาลงตัวจริงในลีกอีกครั้งของคาวเตะชาวฝรั่งเศสหลังจากในเกมกับเลสเตอร์ ก่อนหน้ำนั้นเป็นเพียงตัวสรอง ซึ่งเขาก็ขับเคลื่อนเกมรุกได้ดีด้วยการผ่านบอลเข้าเป้า 83.1 เปอร์เซ็นต์ จากการผ่านบอลทั้งหมด 71ครั้ง, ผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญ 1 รอบ แถมยังผ่านบอลระยะไกลเข้าเป้า 3 หนด้วยทั้งนี้ ในวันนั้น ป็อกบา ถูกส่งมารับหน้าที่เป็นมิดฟิลด์ตัวกลางที่ต้องดูแลเกมรับด้วยและเขาก็ช่วยเกมรับได้ดีในระดับหนึ่งด้วยเพราะสกัดโดนบอล 2 ครั้ง, อ่านเกมขาดจนตัดบอลโดยที่ไม่ต้องพุ่งเสียบได้ 1 หน และยังเสียฟาวสแค่ 1 ครั้งด้วย

- vs แอสตัน วิลล่า (แมนฯ ยูในเต็ด ชนะ 2-1) เกมนี้ ป็อกบา เปลี่ยนมาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวบุกทางฝั่งซ้าย ซึ่งเขาก็ยังดันเกมรุกได้ดีด้วยการผ่านบอลเข้าเป้า 77.1 เปอร์เซ็นต์จากการผ่านบอลทั้งหมด 48 ครั้ง, มีจังหวะผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญ 2 หน และยังจ่ายบอลระยะไกลไปถึงเป้าหมายได้อย่างแม่นยาถึง 5 รอบในด้านเกมรับนั้นแม้ว่าวันนั้นเขาจะตัดบอลแบบไม่ต้องพุ่งเสียบไม่ได้เลย รวมถึงเสียฟาวล์ 3 รอบ แต่เขาก็ยังสกัดโดนบอล 2 ครั้งและช่วยเคลียร์บอลพ้นจากพื้นที่อันตรายไปได้ 3หนด้วยกัน

- vs เบิร์นลี่ย์ (แมนฯ ยูไนเต็ดชนะ 1-0) กลับไปรับบทมิดฟิลด์ตัวกลางเหมือนในเกมกับ วูล์ฟส์ และเขาก็สามารถผ่านบอลเข้าเป้าได้ถึง 87.7 เปอร์เซ็นต์ จากจังหวะผ่านบอลทั้งหมด 81 ครั้ง โดยยังมี 2 หนที่ถือเป็นการผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญของเกม และผ่านบอลระยะไกลข้าเป้ามากถึง 7 ครั้ง แถมเกมนั้นเขาก็เป็นคนทำประตูชัยให้ทีมด้วยส่วนการช่วยเกมรับนั้น ป็อกบา มีจังหวะเคลียร์บอลพ้นพื้นที่อันตรายได้ถึง 5 ครั้ง,พุ่งเสียบโดนบอล 2 รอบ, ตัดบอลแบบไม่ต้องพุ่งสกัดได้ 2 หน และเสียฟาวล์แค่ 1 ครั้งตลอดทั้งเกมด้วย แถมยังไม่ถูกคู่แข่งเลี้ยงบอลผ่านเลยอีกต่างหาก

- vs ลิเวอร์พูล (แมนฯ ยูในเต็ดเสมอ 0-0)เป็นนัดที่ ป็อกบา เล่นได้แย่ที่สุดในช่วง 5 นัดที่ผ่านมา วันนั้นเขาผ่านบอลเข้าเป้าแค่ 59.5เปอร์เซ็นต์ จากการผ่านบอลทั้งหมด 37 ครั้ง และถือเป็นเกมเดียวในการลงเล่นเกมลีก 5 นัดหลังสุดที่เขาไม่มีจังหวะผ่านบอลซึ่งเป็นชอตสำคัญของเกมเลยด้วยในด้านเกมรับเองเขาก็ทำได้ไม่ดีเท่านัดก่อนๆ เพราะสกัดโดนบอลกับตัดบอลแบบไม่ต้องพุ่งเสียบตลอดทั้งเกมได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น แถมยังโดนคู่แข่งกระชากผ่านไป 2 รอบอีกต่างหาก

- vs ฟูแล่ม (แมนฯ ยูในเต็ด ชนะ 2-1) นัดล่าสุดที่ ปอกบา โชว์ฟอร์มเป็นพระเอก โดยนอกจากจะทำประตูชัยให้ทีมได้แล้วนั้น เขายังมีเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลเข้าเป้าถึง 85.9เปอร์เซ็นต์ จากจังหวะจายบอลทั้งหมด 85 ครั้งแถมยังผ่านบอลระยะไกลเข้าเป้าได้ถึง 6 รอบเลยขณะที่เกมรับเองก็โดดเด่นไม่แพ้กันเพราะเขาพุ่งเสียบแย่งบอลจากเท้าของคู่แข่งได้ 4 ครั้ง ตัดบอลจากการอ่านเกมขาดได้ 3หน และโดนลากผ่านตลอดทั้งเกมแค่หนเดียวโดยเขาเสียฟาวล์แค่ 1 หนเท่านั้นด้วย

สนทนาภาษาลูกหนัง

เมื่อฟ้าหลังฝน

ประโยคต่อจากหัวเรื่องคือ There's a golden sky...เขาว่ากันแบบนั้น แหม...เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้เลยนะครับสำหรับ "ฟ้าหลังฝน" หรือ The End of The Storm สานวนที่ใกล้ความหมายของคนไทยมาก ซึ่งเป็นชื่อ ภาพยนตร์สารคดีของสโมสรลิเวอร์พูล ชุดแชมปีพรีเมียร์ลีกบรรทัดแรกไม่ต้องคิดมากครับบางที่ความรู้สึกของเดอะ ค็อป ตอนนี้ก็ไม่แตกต่างอะไรกับ In the middle of the storm บางคนอาจบอกว่าเริ่มต้นแต่ผมว่าไม่ใช่ เพราะมันจบพายุฝนพร้อมกับความสดใสของท้องฟ้าไปแล้วกับแชมป์ที่รอคอยผมคิดว่าสถานการณ์ลิเวอร์พูลเวลานี้ เหมือนเรากำลังอยู่ห่มกลางพายุ แต่ไม่ใช่พายุแบบทอร์นาโด ผมคิดว่าเป็นแค่ดีเพรสชั่นเท่นั้น หรือไม่ก็แค่พายุฝนห่าใหญ่ๆตกประมาณ 1 ชั่วโมงเดี๋ยวก็หยุดผมยังเชื่อมั่นในตัว คล็อปปี ว่าจะจัดการพายุลูกย่อมๆ นี้อยู่ แต่หลัจากสงบลงฟ้าจะสดใสสีทองผ่องอไพแล้วหงส์จะเป็นใหญ่ในแผ่นดินหรือไม่นั้น ไม่กล้ายืนยัน ทีมั่นใจคือ เจเค จะจัดการกับพายุเล็ก ๆ สองสามลูกนี้ได้ครับ

วันก่อนทางทีมงานของสหมงคลเมเจอร์ ที่ผมไม่รู้จักใครเลยนอกจากเคยเจอกับลูกชายของเสี่ยเจียงอยู่สองสามครั้ง ลูกชายเสี่ยชื่อคุณหนึ่ง นะครับ ถ้จำไม่ผิดแกเชียร์ลิเวอร์พูล แกเป็นแฟนหนังสือสตาร์ ซอคเกอร์ ด้วยบางทีแกคงผลักดันให้เอาหนังนี้มาฉายก็ได้ครับหลายท่านคงผ่านตากับโฆษณาประชาสัมพันธ์หนังเรื่องนี้ The End of The Storm กันไปบ้างแล้วรอบสื่อมวลชนเห็นมี ตังกุย ยักษ์ คอยแดง, เต็ก บางจากหรือปัจจุบันแปลงร่างเป็น เฮีย เต็ก ที่ทำไลฟ์ ทางเฟชวันละสี่ห้าเวลา ก่อนและหลังอาหารโดยก่อนหนังฉายรอบสื่อ ทีมพี่อาร์ สหมงคลให้เกียรติมาสัมภาษณ์ผมเพื่อให้ร่วมโปรโมตหนังของเด็กหงส์ทั่วโลก แล้วก็บอกรายละเอียดเกี่ยวกับหนังให้ทราบบ้างเผื่อวิพากษ์วิจารณ์, รีวิว อะไรก็ว่ากันไปผมเคยแต่วิเคราะห์ วิจารณ์ แท็กติกฟุตบอลเพราะชอบด้นนี้และพอมีประสบการณ์ได้เล่นบอลกับโค้ชที่รู้ศาสตร์ลูกหนัง ที่เคยได้รับรางวัล "โค้ชยอดเยี่ยมทวีปเอเชีย"เป็นโค้ชไทยนะครับใครเป็นแฟนบอลมายาวนานต้องรู้ว่าโค้ชท่านนี้คือใคร

ท่านมอบหลักการวิเคราะห์ผ่านการวางแผน,ทำงานพูดคุย สั่งสอน นับว่าโชคดีที่วันนี้ได้เอามาทำมาหากินผมจึงไม่ค่อยเขียนจกดวามรู้สึก แต่เขียนจากความรู้ มีรายละเอียด สนับสนุน เหตุผล ประกอบไม่งั้นมันจะเป็นความเห็น จากนั้นแล้วเราไม่ได้อะไร รวมทั้งเราจะจับต้นชนปลายไม่ถูก แล้วเราจะวิเคราะห์ไปผิดทาง อะไรประมาณนี้แต่สำหรับกับการวิจารณ์หนัง...ผมไม่เคยและไม่คิดจะทำด้วย เพราะทำอะไรเกินความรู้และประสบการณ์หลอกตัวเองและหลอกคนอ่านอีกต่างหาก ดังนั้นก็ไม่ทำเด็ดขาด ไม่มีอะไรต้องไปเดินสายนั้นเป็นผู้ชมก็สุขใจแล้วแม้ผมเคยรีวหนังกีฬามาแล้วครั้งหนึ่งคือเรื่อง goal นานมาแล้ว ผมอาจจำไม่ได้แล้วว่ามันเป็นไงบ้าง แต่เชื่อว่าผมก็ไม่น่าจะวิจารณ์ ผมน่าจะเขียนเชียร์ให้ไปชมเพราะเราคนข่วกีฬา เราก็อยากเห็นหนังกีฬาทำดี ๆ ออกมาให้เราดูบ้าง มันมีไม่มากแต่มีให้เราดูอยู่นะครับ ลองไปหาตามเน็ตฟลิกส์ มีตั้งสิบเรื่องเอาเป็นว่าไม่เดินข้ามเส้นไปในดินแดนของงานวิจารณ์หนัง แต่ถ้าเขียนก็คงเขียนเชียร์ให้ไปดูหนังเกี่ยวกับกีฬากัน  บอลสด 

เหมือน The End of The Storm นี่แหละครับนี่คือหนังอีกเรื่องของสโมสรที่ผมรักและติดตามมาตั้งแต่เด็กผมเลยขอออกนอกเส้นแบ่งตัวเองและทำการ "เทค ไซด์'"เดินเคียงข้างสโมสรอย่างไม่เดียวดายด้วยการรีวิวให้ไปดูกัน อย่าเรียกวิจารณ์เลยครับเพราะไงก็ไม่เป็นกลาง ผมขอเรียกว่าเชียร์ เชิญชม มากกว่าวิจารณ์หนังว่าเป็นอย่างไรขอรีวิวเอ้ย ขอเชียร์ให้ไปชม The End of The Storm เพื่อแฟนหงส์หากแฟนทีมอื่นสนใจจะดูเรื่องราวเชิงภาพยนตร์สารคดี ก่อนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยก็ยินดีครับอะไรคือความพิเศษของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ที่ต้องทำให้เราไปดู

จริงๆ ถ้ไม่คิดอะไรมากก็เพราะเป็นหนังของทีมหงส์แดงในเวอร์ชั่นคนไทย (ฝรั่งไม่รู้จักหงส์แดง) มันคือหนังของสโมสรลิเวอร์พูล ที่เรารัก พวกเราย่อมต้องไปดูเพราะกว่าจะออกมาเป็นหนังเรื่องนี้ อย่างน้อยมันก็ใช้เวลารอผลิตนานถึง 30 ปีนั่นเองอย่าถามว่าทำไมมันเหมือนความรักที่ไม่ต้องการเหตุผลนั่นเองเหมือนตอนที่นางเอกชีรีส์ start up โช คัล มี ตอบคำถามพระเอก นัม โด ชาน ที่ถามย้ำๆ ว่า "เธอชอบฉันเพราะอะไร" นางเอก หรือ ดัล มี เลยตอบให้หายสงสัยเพราะถามย้าสามสี่รอบ...."ฉันชอบเธอเพราะตัวเธอ"ใช่ครับ ความรัก ความชอบ มันไม่มีเหตุผล จะดีหรือร้าย ถ้าจะรัก มันก็รักได้หมดนั่นแหละครับดังนั้นสำหรับผมเอง ก็คงตอบเหมือนๆ หลายคนนั่นแหละครับว่า "ผมรักลิเวอร์พูล ผมก็เลยต้องไปดูหนังลิเวอร์พูล" จบข่าว....

แต่ถ้าอยากหา อยากได้เหตุผล...ก็สรรหามาอธิบายเยอะครับคราวนี้ตัดชื่อ ลิเวอร์พูล ออกไป เมื่อคุณอยากจะไปดูหนังสักเรื่องคุณต้องการอะไรแน่นอนมันคืออรรถรสและความอิ่มเอมในภาพยนตร์ ที่ผลิตออกมาจากงานสร้างสรรค์ ด้วยการใช้หลายๆ จิกชอว์ ใหญ่และเล็ก จนทำให้เกิดภาพยนตร์ขึ้นมาหรือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบกันเป็นหนังให้เราได้ดูโพรดักชั่น....ตัวนักแสดง.....ที่สำคัญบทหรือพลอตของหนังผมว่าโพรดักชั่น คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรื่องนี้เพราะผ่านงานของผู้กำกับฯ ระดับคุณภาพทำหนังกีฬาคนหนึ่งของวงการผู้กกับๆ...เรื่องนี้ ชื่อ เจมส์ เออร์สดีน james Erskine จากผลงาน หลายเรื่อง The Ice King, Billie, One Night in Turin, Le Mans: Racing is Everythingเจมส์ ทั้งกำกับและมีประสบการณ์ เขียนบทรวมทั้งผู้อำนวยการสร้าง เขามีความรู้มาภมาย และไม่ทำหนังตลาดอยู่แล้ว ผู้กำกับฯ ส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักรมักจะทำหนังออกมาแล้วให้เราคิดต่อไม่ใช่ท่าหนังออกมาแล้ว "คิดให้เรา" เสร็จสรรพถ้าใครเป็นคอหนังเห็นหนังแนวๆ จากอังกฤษคงพอเข้าใจนะครับ เราต้องคิดไปกับผู้กกับฯ เขาชวนเราคิดไม่ใช่คิดให้เรา

เรื่องนี้คือการสัมภาษณ์ ความตั้งใจตั้งแต่แรกของผมคือการผู้กำกับฯ เจมส์ บอกว่า "เสหลักของสารคดีทำให้หนังเรื่องนี่แตกต่างจากหนังฟุตบอลทั่วไป เพระฉะนั้นเราจึงคลุกคลี่กับกลุ่มนักเตะ" "มากกว่าแค่ตั้งกล้องสัมภาษณ์คนนั้นคนนี้อย่างผิวเผิน"นอกจากนี้ยังมีทีมงานโปรดิวเชอร์ ที่พูดโปรตุกีส และฝรั่งเศสได้คล่องแคล่ว ทำให้เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกอย่างแท้จริง ลึกๆ ของนักตะได้ดีอีกด้วยงานละเอียดนะครับจากผู้กกับฯ มายังตัวนักแสดงนำโดย เจอร์เก้น คล็อปปี ผู้จัดการทีม ท่านเชอร์เคนนี่ ดัลกลิช, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ซาดิโอ มาเน่,โรแบร์โต้ ฟิร์มีโน่, เฟอร์กิล ฟาน ไดด์, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ และ อลีสซง เบ็คเกอร์...แย่งชิงรางวัลออสการ์กันนดู 5555

ข่าวแมนยู หนังสารคดีสะท้อนเรื่องความสำเร็จว่ามีที่มาแบบไหนและอย่างไร ตัวแสดงคือตัวจริง มันก็ประมาณนี้ครับ มันจะเป็นธรรมชาติในการต่อบทเข้าบท ลำดับภาพ โดยไม่ต้องมาพูดอะไรให้ดูหล่อเหมือนในบทภาพยนตร์ทั่วไปที่เราชมกันมันออกมาจากข้างใน มันออกมาจากสิ่งที่พวกเขาผ่านมาแล้ว สำหรับการเดินทางในฐานะผู้แบกประวัติศาสตร์ตลอด 30 ปีแล้วพลอตเรื่องละครับ...แน่นอนคือพลอตแห่งความสำเร็จในการคว้าแชมจากปากของตัวแสดงที่เป็นขวัญใจของเดอะ ค็อป ทุกคนทั่วโลก มันคือความพิเศษอย่างที่เราไม่เคยชมที่ไหนมาก่อนหมายถึงการเข้าไปยังใจกลางความสำเร็จ ที่เราอาจมองเห็นผ่านสนามแอนฟิลด์ และสนามบอล แต่เบื้องหลังเบื้องหลังแก่นกลางของมันนั้นเราไม่ได้เห็นแน่นอน เพราะเราไม่เคยเห็น

ไม่มีใครนำออกมาให้เห็นการซ้อมอย่างหนักหน่วง, การซ้อมแท็กติก,การใช้ชีวิตในสนามช้อม ไม่ใช่แค่ภาพการซ้อมลงทีมวิ่งไปมาอย่างที่เราเห็นตามคปหรือภาพนิ่งเว็บไซต์ ทั้งสโมสรและสำนักข่าว ซึ่งนั่นมันแค่ขอบๆมันตื้นเขิน...แต่ที่ลึกลไปในแก่นกลางนั้น เราจะได้ชมจากภาพยนตร์เรื่องนี้เห็นมั้ยครับ...จะหาเหตุผลก็ได้ เราเอาหลักการตรรกะ มาคิดว่าทำไมเราต้องไปชมมีอะไรอีกที่ทำให้เราอยากไปชมเพลงประกอบ...รายละเอียดเยอะจริงเรื่องของเพลง เพราะผู้กำกับๆ เล่าว่า"ปัจจัยสำคัญคือดนตรีประกอบ ผมอยากให้มันต่างกับเพลงประกอบหนังฟุตบอลเรื่องอื่น ผมอยากใช้เสียงร้องของนักร้องผู้หญิงช่วยเล่าเรื่อง ไม่ใช้เพลงจากวงอินดี้ ผมอยากให้ศิลปินที่เขามาทำเพลงเป็นชาวลิเวอร์พูลไม่ก็เชียร์ลิเวอร์พูล" "แม้ว่าหลาย ๆ คนที่ทำโปรเจกต์นี้จะเป็นแฟนทีมอื่น ผมรู้สึกว่าคนที่ทำคนตรีต้องอินกับลิเวอร์พูลเท่านั้น"

"ผมชอบเพลง Coming Home ของวง Jett ผมรู้ทันทีว่าจะใช้เพลงนี้ในชีนที่แฟนบอลและนักเตะเข้สนามอีกครั้งหลังโรคระบาด ผมโชคดีที่ได้ฟังเพลง Liverpool โดย เชล ไกรม้ขณะที่มันยังเป็นแค่เดโม" "เราคุยกับเชลชีและทีมจัดการบองเธอว่าอยากทำเวอร์ชั่นสมบูรณ์เพื่อหนังเรื่อ งนี้ไหมซึ่งเธอตอบตกลงบังเอิญว่าผู้จัดกาของเชลชียังดูแล ลานา เดล เรย์ ด้วยเราเลยลองถาม 7 ดูว่าเธอจะสนใจไหม เพราะเธอเคยมาดูลิเวอร์พูลตะกี่สนามแอนฟิลด์แถมยังประกาศตัวว่าเป็นแฟนตัวยงด้วย เราส่งหนังเวอร์ชั่นตัดคราวๆ ไปให้เธอลองดู"เสียงร้องที่อัดในแอลเอ เปียโนอัดในเบลฟาสต์ อัดเสียงร้อง"สรุปสั้น ๆ ว่าคืนหนึ่งในเดือนกันยายนเธอส่งอีกรอบในอังกฤษ และอัดเครื่องสายในยุโรปตะวันตก"โห...เป็นไงครับงานของ ผกก.เจมส์  บอลสด 

ดังนั้น ทั้งใช้ความรู้สึกและเหตุผล มันย่อมการันตีได้เป็นอย่างดี ว่าเราควรไปติดตามชม ซึ่งเพื่อนแฟนผีของผมเองก็บอกว่าจะหาเวลาไปชม เพราะเมื่อทำออกมาเป็นหนังแล้ว มันย่อมมีแง่มุมนำเสนอที่เรามองไม่เห็นจากสนามบอลพอดีเพื่อนผมคือ film lover เลยไม่ได้ใช้ความรู้สึกตัดสิน ถ้าใช้ มันก็ไม่ไปดูแน่ เพราะนี่คือหนังความสำเร็จของลิเวอร์พูล ทีมที่เพื่อนผมมันเรียกว่า "ped" แต่ไม่เคยเรียกออกสื่อโชเชียล ถ้าหากมีการเมนต์กันทั้งทางแพลตฟอร์มไหนที่ผมประจำทวิตเตอร์, เฟชบุ๊ก, เพจ หรือไอจีผมขู่ว่าถ้าเมนต์คำนี้ลงบนโชเชียล ผมจะบล็อกมันออกจากสื่อสังคมออนไลน์ของผม เหมือนที่ผมบล็อกพวกแฟนบอลที่กวนสั้น teen ทั้งหลาย พึ่งหัดดูบอล แล้วสะเออะมาล้อเลียนใส่เพื่อความสะใจเมื่อไม่เคารพต่อกัน ก็ไม่จำเป็นต้องมาอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันไปเล่นตรงโน้นโน่น....

ผมเจอมาเยอะละ พวกชอบล้อเสียนคนอื่น ๆอย่างสะใจ พอโดนล้อบ้าง "สือก" โกรธ มีอารมณ์หัวร้อน ทันทีดังนั้นบล็อก แม้ใช้คำว่า ped ซึ่งใครจะว่าไม่หนักหนาอะไร แต่ผมถือไง และมันเป็นพื้นที่ของผมอาณาเขตของผมเข้ามาก็ต้องเคารพกติกา ซึ่งไม่ได้เกินเลยเมื่อไม่เคารพ ผมก็บล็อก ผมจึงขึ้นชื่อว่า "เจ้าพ่อบล็อก"เชื่อเถอะ สักพักมันก็เปลี่ยนเป็นหัวไข่ในทวิตเตอร์ อวตารมาใหม่ก็บล็อกอีก 5555ย้อนกลับมาที่เพื่อนสนิกผีแดงของผม ไม่ต้องเคานะครับ ไม่ใช่ บอ.บู๊ เพราะก่อนผมทำงานที่นี่ ผมมีเพื่อนสนิทเชียร์ผีแดง รุ่นราวคราวเดียวหลายคน ก็ล้อ ๆ กันไปมาได้ เพราะเพื่อนกันยกเว้นบอกพวกมันว่าหากออกสื่ออย่าใช้คำว่า ped ไม่งั้นเจอบล็อกแน่กลับมาที่หนัง The End of The Storm ต่อครับ...ออกทะเลไปไม่ได้ปลามาฝากชะหลายย่อหน้า...

ผมชอบประโยคเปิดของ เจอร์เก้น คล็อปป์ โค้ชที่ผมมั่นใจในวันแรกที่เขารับงานว่าจะพาลิเวอร์พูลกลับมาเป็นแชมป์...ก็ไม่ได้ผิดไปจากที่คาดตั้งแต่ ต.ค. 2015 "มันเป็นมรสุมที่ยาวนานเหลือเกิน ทุกคนต่างใฝ่ฝันถึงความสำเร็จของพวกเราเราต้องมุ่งหน้าต่อไป" - เจอร์เก้น คล็อปป์แน่นอนครับนี่คือการเดินทางอันยาวนานกว่า 30ปี สู่ชัยชนะแห่งประวัติศาสตร์ที่นจดจำของทีมลิเวอร์พูล..มันใช่เลยกับแชมปีลีกสูงสุดในชื่อ "พรีเมียร์ลึก" ครั้งแรกของสโมสรที่เคยสร้างความยิ่งใหญ่ยุค 60-90จนทำให้ฐานกองเชียร์หรือสาวกติดตามกันทั่วโลกอย่างมากมายหลายร้อยล้ำนคน เป็นพื้นแผ่นแห่งความสำเร็จจนทุกวันนี้ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ผมชอบที่สุดนะครับ จากหนังเรื่องนี้อันนี้ส่วนตัว

มันคือเรื่องราวที่หาดูยากในแบบสารคดี นั่นคือการเข้าถึงในสิ่งที่พวกเราไม่เคยเห็นกันมาก่อน มันคือเบื้องหลังอันลึกลับว่าเกิดอะไรขึ้นในสโมสร กับสถานที่สร้างความสาเร็จคือศูนย์ฝึกซ้อมเดิม เมลวู้ด มันคือสถานที่ลับเฉพาะ...คนไม่ได้เกี่ยวข้องคนนอกหมดสิทธิ์เข้ไปในนั้นโดยพลการดังนั้นการที่ เจอร์เก้น คลือปปื อนุญาตให้เกิดกำารถ่ายทำ บันทึกภาพ คงต้องเป็นความพิเศษ...แน่นอนเบื้องหลังแชมป์ ที่ไม่ใช่ได้มาง่ายดายแบบใช้เงินเสกแล้วคว้าแชมปี...มันคือการต่อสู้ อย่างมีวิธีการทางฟุตบอล บวกกับหัวจิตหัวใจที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อเกมการแข่งขัน สปีริตของโค้ช, นักตะ แน่นอน พลังจาก เดอะ ค็อปที่ร่วมสนับสนุน

มันเกิดขึ้นได้ยังไง...เราจะได้เห็นในภาพยนตร์สารคดีของชาวลิเวอร์พูล เรื่องนี้ที่ผมชอบเป็นพิเศษและเชื่อว่าเด็กหงส์ทั้งหลายเองก็ชอบคือ "รอยส่วนตัว" แม้ได้รับเชิญจากทีมพีอาร์ แต่ผมติดงานไม่มีเวลาว่างในการไปชมรอบสื่อมวลชนครับผมจึงนัดพรรคพวกที่เชียร์ลิเวอร์พูลผู้ร่วมกันผ่านพายุฝนในแอนฟิลด์ มาโชกโชนไปชมกันเป็นรอบ private screeningมี "ดร.บิ๊ก" อัคเดช อุดมชัยพร, "บอย" ขัตติยะพงค์ สุวรรณสาร อดีตนักข่าวกีฬาช่อง 3 ผู้เคยหอมแก้มชากีร่า ก่อน เคราร์ด ปีเก้ มาแล้วชะอีก คือว่าบอย ได้สัมภาษณ์ชากีร่าตอนบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้นันแหละ

ลูกทัวร์สยามสปอร์ตที่เป็นเพื่อนสนิทมิตรสหาย "คุณป๊อป-สุกิจ" เจ้าของ 7-11 ย่านสุทธิสาร เชื่อมชอยลาดพร้าว 48 ออฟฟิศกา สยามสปอร์ต, คุณป้อม สถาปนิกหนุ่มกลางคนจากศิลปากร ทั้งสองท่านคือผู้คลั่งไคลหงส์แดงและได้ไปตะลุยที่แอนฟิลด์ มาหลายครั้งแล้วที่เป็นพิเศษคือ ดร.บิ๊ก ผู้ใช้เวลากิน, อยู่, ดื่ม,ศึกษาในเมืองลิเวอร์พูลจาก University of Liverpool(คนละมหาวิทยาลัยกับ Liverpool John Moores U นะ ครับ) นานเกือบ 10 ปี ถ้าไม่หมดอายุการเรียนหรือคอร์สดร.บิ๊ก ไม่น่ากลับเมืองไทย 555

ย้อนไปเมื่อปี 2011 ผมเจอ ดร.บิ๊ก ครั้งแรกที่สถานีรถไฟ Liverpool Limestreet ดิดดูขนาดเจอกันครั้งแรกยังเจอบนแผ่นดินของลิวอร์พูล ประเทศอังกฤษเลยโน่นจากการแนะนำของ "ลิตเดิลโจ" คุยกันไม่กี่ประโยครู้สึกว่า เคมี เข้ากันอย่างรวดเร็วเลยรับรู้ว่า จะอยู่จนกว่าจะได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 5555

เชื่อมั้ยครับวันที่ ลิเวอร์พูล ได้ชด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก ครบิ๊ก ร้องไห้ โทร.มาหาผม แต่ผมไม่ได้รับ เข้าใจว่านจะอยู่ในสตูดิโอ หรือไงเนี่ย แต่มารู้ที่หลังดร.บิ๊ก เล่าว่า "ร้องไห้" นึกถึงผมต้องการแสดงความดีใจร่วมกันอย่างมีความสุข 5555

สำหรับผม... "โมเมนต์ ฉลองแชมป์ ไม่เท่ากับโมเมนต์ ครั้งแรกที่ผมเจอ ดร บิ๊ก ที่สถานีรถไฟ ไลม์ สตรีทกลางเมืองลิเวอร์พูล" การได้เพื่อนดี ๆ มันก็เหมือนความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตเหมือนเราได้ชมหนังดี ๆ ที่เกิดมาจากสิ่งดี ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งนั่นแหละครับส่วนการจะไปชมแบบหมู่คณะหรือว่า private screening แนะนำให้เปิดเพจ jackie รายละเอียดอยู่ในนั้น บอกได้แคว่ฉายที่โรงหนัง HOUSE สามย่าน (สามย่านมิตรทาวน์) ส่วนทุกท่านที่ไม่ได้ชมเป็นกลุ่ม เข้าชมได้ตามโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค. นี้เป็นต้นไปครับ

อ้อ...ภายใต้มาตรการควบคุมและป้องกันอันเข้มงวดของกระทรวงสาธารณสุขดูด้วยกันอย่างปลอดภัย...การจัดที่นั่งแบบเว้นระยะห่าง และการบริการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกวัน เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจในการชมภาพยนตร์อย่าพลาดชุม...ภาพยนตร์ที่สร้างจากความรักและการต่อสู้อย่างไม่เดียวดาย ท่มกลางพายุอันโหดร้ายทั้งในและนอกสนามฟุตบอล ในช่วงเวลาอันยาวนานตลอด 30 ปี จนกระทั่งได้ความสเร็จที่รอคอย #YNWA

วัฒนธรรม…เชลสกี้

ก่อนอื่นลองทายกันเล่น ๆ ดูนะครับว่าผู้จัดการทีมคนใดของเชลซีในยุคที่ โรมัน อบราโมวิชเป็นเจ้าของสโมสรที่อยู่ในตำแหน่งได้อย่างยาวนานมากที่สุด

..... ?

.....??

.....???

หลายท่านอาจนึกไม่ถึงคำตอบคือ โชเซ่ มูรินโญ ในรอบแรกเจ้าของสมญา "เดอะ สเปเซียล วัน" อยู่ในตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2004 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2017สิริอายุ 3 ฤดูกาลเศษๆที่นี้ถามต่อมาว่าแล้วอันดับ 2 ล่ะเป็นใคร พอจะทราบไหม ???อืมมมมมม...หลายท่านก็คงนึกไม่ถึงเช่นกันคิดถึงเรื่องนี้แล้วก็อยากหัวเราะออกมาเป็นภาษารัสเชีย พราะอันดับ 2 ที่มีอายุยืนยาวนานที่สุดในยุค"เสี่ยหมี" ก็คือ โชเช่ มูรินโญ่ ที่คุมทีมรอบ 2 ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2013 ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2015 นั่นแหละสิริอายุ 2 ฤดูกาลครึ่งนอกนั้นไม่เคยมีใครวางตูดลายหนังไก่บนเก้าอี้กุนซือของทีมสิงห์บลูสได้นานเกินกว่า 2 ฤดูกาลเลยสักคนค่าเฉลี่ยจึงน่จะตกอยู่ที่ประมาณ 2 ฤดูกาลนี่เเหละ

ดังฉะนั้น การถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการที่มเชลซีแบบสายฟ้าผ่าหัวหมาของ แฟรงค์ แลมพาร์ดจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสักเท่าไหร่เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูจากประวัติความโหดของเชลซีในอดีตกับผลงานของเชลชีโดยปัจจุบันอย่างน้อยเขาก็อยู่ได้นานกว่ากุนซือคนแรก.และคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมปีถ้วยใหญ่ยุโรปอย่าง โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ 55555ทุกคนรู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องเกิดขึ้นในไม่ช้าเหมือนพญาคชสารที่ขึ้นไปเกาะอยู่บนต้นมะพร้าว - ไม่มีใครรู้ว่ามันทะลึ่งปีนขึ้นไปบนนั้นได้อย่างไร แต่ทุกคนรู้ว่าเดี๋ยวมันก็ต้องตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก แถมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คอลัมนิสต์ลูกหนังผู้มีอาการทางจิตเล็กน้อยอย่างผมก็เพิ่งวิเคราะห์ถึงสภาพของ "พี่แฟรงค์" บนหน้ากระดาษว่าไม่ต่างจาก "Dead Man Walking" หรือ"นักโทษประหาร" เฉกเช่นที่ครั้งหนึ่งบรรดาสรรพสื่อในเมืองหลวงลูกหนังเคยขนานนามนี้ให้ เคลาดิโอ รานิเอรื่แน่นอนว่าเมื่อผลงานไม่เป็นไปตามเป้าคนแรกที่ต้องรับผิดชอบคือผู้จัดการทีม

ไอ้ที่มัน "ดราม่า" อย่างจงหนักอยู่สักหน่อยประการหนึ่งเพราะ แฟรงค์ แลมพาร์ด มีความแตกต่างจากกุนซือคนก่อน ๆ ของเชลชี ตรงที่คุณพี่เขาดันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข และเป็นดาวเตะระดับตำนานของสโมสรแน่นอนว่าเป็นที่รักของแฟน ๆประการต่อมาคือเขาเป็นกุนชื่อสายพันธุ์สิงโตคำรามคนแรกในยุคที่มีเจ้าของทีมเป็นชาวรัสเซีย (ไม่นับพวก "รักษาการแทน" อย่าง เรย์ วิลกิ้นส์ และ สตีฟฮอลแลนด์) นับถือธงผืนเดียวกับพวกพี่ ๆ นักข่าวสายฟุตบอลในเมืองหลวงแห่งลูกหนัง โดยในช่วงวิกฤตที่เชลชีถูกลงโทษแบนห้ามซื้อตัวผู้เล่นมาเสริมทัพ หลังแยกทางกับ เมาริชิโอ ซาร์รี่ - ดูเหมือนจะไม่มีใครกล้าเข้ามารับตำแหน่งนี้ที่ไม่ต่างจากมันม่วงร้อน ๆ ที่เพิ่งออกจากเตาไฟ

เอาตรงๆ คือถ้ตอนนั้นเชลชีมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ เกียรติประวัติและบารมีบรมมากกว่านี้ พวกเขาก็คงไม่เอากุนชื่อมือใหม่อย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด มาคุมทีมหรอกครับ เพระมันทั้งเร็วเกินไปและเสี่ยงเกินไปในเมื่อไม่มีใครเหมาะสม เชลซีเลยถือโอกาสทดลองของใหม่ด้วยการใช้ดาวเตะระดับตำนานของตัวเองดูบ้าง แถมมันกำลังเป็นที่นิยมในโลกลูกหนังยุคโมเดิร์นซะด้วยแฟรงค์ แลมพาร์ด ทำงานบนความกดดันอย่างหนักหน่วงมาได้แค่ 1 ฤดูกาลครึ่งเท่านั้น หน่วยเหนือก็หมดความอดทนแล้วส่งตัวเขาไปนั่งเก้าอี้ไฟฟ้ามหาประลัยแบบไร้เยื่อใยใดๆ ทั้งสิ้น ผิดกับสโมสรอื่นที่อาจให้เวลาและโอกาสกนชื่อที่เป็นสายเลือดของตัวเองต่อไป ยกตัวอย่างเช่น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ยอมอดทนกับโอเล่ กุนนาร์ โชลชา หรือลิเวอร์พูลที่ยอดอดทนกับเจอร์เก้น คล็อปป์ ในช่วงแรก ๆ จนมีวันนี้

เชลซีจำเป็นต้องปลด แฟรงค์ แลมพาร์ดโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลงานเก่า ๆ เพราะพวกเขายึดผลงานปัจจุบันเป็นสำคัญ มิช่นนั้นผู้จัดการทีมอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่, คาร์โล อันเชลอตติ, โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ และอันโตนิโอ คอนเต้ ที่ล้วนเสกดวามสำเร็จให้ทีมสิงห์บลูสัก็คงจะอยู่ในตำแหน่งได้นานกว่านี้หากปล่อยให้ทำงานต่อไปด้วยมองโลกสวยว่าอนาคตจะสดใส ความเสียหายในปัจจุบันอาจจะรุนแรงแบบเกินห้ามใจประจวบเหมาะกับที่ตอนนี้มีกุนซือคนหนึ่งกำลังนั่งเกาทำด้วยความเร็วปานกลางอยู่ว่าง ๆ พอดีรายงานข่าวกล่าวว่าในจังหวะที่เชลซีกำลังนั่งเบียดกับความตกต่ำ พวกเขาเจรจากับ โธมัส ทูเดล ที่เพิ่งโดนตะเพิดออกจกเปแอสเชมาหมาด ๆ มันจึงกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยให้ตัดสินใจได้ง่ายและเร็วมากยิ่งขึ้นหากเปแอสเชยังไม่ปลด โธมัส ทูเคิ่ล บางทีแฟรงค์ แลมพาร์ด อาจเป็นผู้จัดการทีมของเชลซีได้นานกว่านี้...ก็..เป็น..ได้...ใครจะรู้

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด กุนซือคนใหม่ของเชลซีก็คือ โธมัส ทูเคิล นี่แหละครับส่วนผู้จัดการทีมชาวเยอรมันคนแรกในประวัติศาสตร์ของ เดอะ บลูส์ ผู้นี้จะอยู่ในตำแหน่งได้นานขนาดไหนก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญสักเห่ไหร่หรอกเพราะสถานะของกุนซือทีมสิงห์น้ำเงินนั้นขึ้นอยู่กับผลงานของตัวเองเป็นอันดับแรก แถมมีค่าเฉลี่ยเป็นดัชนีชี้วัดอยู่แล้วหากคุณเนรมิตความสำเร็จให้เชลซีได้ตามเป้าโดยไม่บาดหมางกับเบื้องบน และไม่ถูกลูกทีมเอาเลื่อยไฟฟ้ามาหั่นขาเก้อี้เสียก่อนเหมือนผู้จัดการทีมบางคนคุณก็น่าจะวางตะโพกบนตำแหน่งได้สัก 1 ฤดูกาลเป็นอย่างต่า ๆแต่ถ้าคุณทำไม่ได้ตามเป้า คุณก็ต้องชะตาขาดเหมือนผู้จัดการทีมอีก 11 คนในรอบ 18 ปีที่ผ่านมาอันประกอบด้วย เคลาดิโอ รานิเอรี่, โชเซ่ มูรินโญ่ (2 รอบ), อัฟราม แกรนท์, หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่,คาร์โล อันเชลอตติ, อันเดร วิลลาช-โบอาช, โรแบร์โต้ดิ มัตเตโอ, ราฟาเอล เบนิเตซ, อันโตนิโอ คอนเต้,เมาริซิโอ ซาร์รี่ และ แฟรงค์ แลมพาร์ด

อนึ่งไม่นับพวกที่เข้ามารับตแหน่งชั่วคราวเพื่อกอบกู้สถานการณ์อย่าง กุส ฮิดดิ้งค์ นะครับนโยบายของเชลชี ภายใต้เจ้าของสโมสุรอย่างโรมัน อบราโมวิช นั้นคมชัดในระดับฟูลเอชดีนับตั้งแต่โคตรมหาเศรษฐีชาวรัสเชียผู้นี้เข้ามาเทกโอเวอร์เมื่อ 2003 พวกเขาเป็นทีมที่ใช้เงินซื้อความสำเร็จมาตลอด - ขอโทษ บลูส์ อาร์มี่ ที่เอาความจริงมาเขียนอันที่จริงเชลซีพยายามทำอะไรแบบนั้น ตั้งแต่ตอนที่ เคน เบตส์ ยังเป็นประธานสโมสรในช่วงปลายกลางยุค 90' s ด้วยซ้ำ เพียงแต่ทรัพย์สินมหาศาลไม่พอแม้นว่าในระยะหลังๆ พวกเขาจะให้ความสำคัญกับระบบเยาวชนมากขึ้นจนคว้าแชมปเอฟเอ ยูธ คัพ ได้ถึง 7 สมัยในรอบทศวรรษที่ผ่านมา แต่ลองนึกดูชิครับว่ามีดาวรุ่งสักกี่คนที่สับตีนขึ้นชุดใหญ่แล้วยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างถาวร

คือต่อให้พยายามปลุกเสกคาวรุ่งเหมือนทีมที่อุดมด้วยประวัติศาสตร์อย่างแมนฯ ยูไนเต็ด, อาร์เชน่อลหรือลิเวอร์พูล แต่วิธีการทำทีมแบบหลักๆ คือการซื้อนักเตะระดับ "มหาดารา" มารวมกันอยู่ดีนั่นแหละ เพราะเห็นผลรวดเร็วกว่า เช่นเดียวกับมีความสำเร็จรูปมากกว่าย้าอีกครั้งว่า เชลซีไม่ใช่ทีมที่สร้างสายเลือดใหม่เพื่อความสำเร็จระยะยาวอยู่แล้ว"ดีเอ็นเอ" ของเชลซีในยุค โรมัน อบราโมวิชคือเปลี่ยนผู้จัดการทีมไปเรื่อยๆ เหมือนเปลี่ยนกางเกงในที่ใส่จนเก่าและขาด โดยไม่จำเป็นต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่อะไรให้วุ่นวายขายปลาช่อน เพราะทีมสิงห์บลูส์ไม่ได้มีสไตล์การเล่นอันเป็นเอกลักษณ์มาตั้งแต่แรกต่อเมื่อเปลี่ยนผู้จัดการทีมแล้วก็ใช้ความมั่งคั่งและร่ำรวยของตัวเองนี่แหละไปกักตุนผู้เล่นระดับดาวดังมาผสมกันจนเป็นทีมรวมดาราที่คุณภาพคับตูดพลางไล่ล่าความสำเร็แบบปีต่อปีชะมากกว่าฉะนั้น & ฉะนี้ถึงจะเปลี่ยนผู้จัดการทีมไปเรื่อย ๆ ตามอารมณ์ เชลซีก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร พวกเขายังคงเดินหน้ากะชวกความสำเร็จในรูปแบบของถ้วยรางวัลอยู่เนืองๆ โดยนับตั้งแต่ "เสี่ยหมี" เข้ามาเป็นใหญ่ที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ - เชลซีคว้าแชมป์พวีเมียร์ลีก 5 สมัย, เอฟเอ คัพ 5 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย, ยูโรปา ลีก 2 สมัย และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัยนี่คือวัฒนธรรมของอาณาจักร "เชลสกี้"ที่แตกต่างจากทีมอื่น ๆ ตรงที่..กูรวย!!!

ราคาที่ต้องจ่าย

โจทย์ยากของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก่อนพาลูกทีมบุกถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มีเพียบเลยครับนอกจากฟอร์มในลีก 5 นัดหลังที่ไม่ชนะใคร และยิงประตูไม่ได้ 4 เกมติดแล้ว สถิติต่างๆ ในถ้วยนี้ กับผลงานการมาเยือนที่นี่ในช่วงยุคสมัยของเขาไม่ค่อยน่าพิสมัยเท่าไหร่ข้อแรกเลยคือ คล็อปปีไม่เคยบุกชนะแมนฯ ยูไนเต็ด ได้เลยนับตั้งแต่ตัวเองทำงานที่เกาะอังกฤษ (เสมอ 4 แพ้ 1) สอง ลิเวอร์พูลในยุคของคล็อปปี มีถึง 4 จาก 5 ครั้งที่ไม่เคยไปไกลกว่ารอบ 4 หรือรอบ 32 ทีมสุดท้าย โดยมีแค่ปีก่อนเท่านั้นที่เข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายก่อนจะแพ้เชลซี 0-2และสามจะทำอย่างไรเมื่อไม่มี จอร์แดนเฮนเดอร์สัน ที่บาดเจ็บ

ซึ่งยังไม่รวมสถิติยอดเยี่ยมของ "ปีศาจแดง" ยามลงเตะที่โรงละครแห่งความฝันในถ้วยใบนี้คือเอาชนะคู่แข่ง 7 นัดหลังสุดแบบคลีนชีตทุกนัดครับ... เพียงแค่เริ่ม ความอึดอัดใจถามหาขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็หวังลึก ๆ ว่าหากเกิดผลการแข่งขันที่ดีในวันนี้อาจทำให้เกิดจุดเปลี่ยนขึ้นมาบ้างบนใบรายชื่อผู้เล่นตัวจริง มีการเปลี่ยนแปลงน่าสนใจ รีส วิลเลี่ยมส์ ลงทำหน้ที่แทนโฉแอล มาติป, เจมส์ มิลเนอร์ ถูกส่งลงมาบู๊ตรงแดนกลางร่วมกับ ติอาโก้ กับ จินี่ ไวนัลคุม และเคอร์ติส โจนส์ ได้โอกาสแทนสลอตของ ซาดิโอ มาเน่แมนฯ ยูไนเต็ด ในวันที่ไร้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เลือกโจมตีทางพื้นที่กราบซ้าย ซึ่งตรงนี้คือบ่อน้ำมันของลิเวอร์พูลมาแล้วหลายนัด และยิ่งการที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เติมขึ้นสูง ก็ยิ่งมีพื้นที่ให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด เล่นงาน บวกกับเชนเตอร์ฮาล์ฟฝั่ขวาคือวิลเลี่ยมส์ ก็ยิ่งแล้วกันไปใหญ่

เกมบุกเจ้าถิ่นดูดีมากจนกระทั่งตกเป็นฝ่ายตามหลัง เมื่อ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ใช้สายตาอันคมกริบแทคิลเลอร์พาสให้ชาลาห์หลุดเข้าไปยกบอลด้วยขวาข้ามตัว ดีน เฮนเดอร์สันอย่างไรก็ตาม แผนการเล่นวันนี้ เห็นชัดว่าแบ็กสองฝั่งเติมขึ้นสูงจนทำให้มีช่องว่างง่ายแก่โดนการโจมตี และหลายครั้งที่ยูไนเต็ดพยายามทำเกมบุกก็มีโอกาสเจาะเข้าไปถึงกรอบเขตโทษตรงจุดนี้ แฟนหงส์หลายท่านคงเป็นกังวลสุดๆ กับการเห็นพื้นที่แนวรับหละหลวมขนาดนี้และขณะที่ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายได้ครองบอลบริเวณหน้าปากประตูของยูไนเต็ด ก็มาเสียบอลให้กับ ปอล ป็อกบา จากนั้นเจ้าถิ่นเล่นงานด้วยจังหวะเคาน์เตอร์แอตแท็ก แรชฟอร์ดวางบอลกแยงมุมข้ามฝั่งให้ เมสัน กรีนวู้ด จับบอลลงแล้วชัดผ่านตัวอลีสซงเข้าไป

นี่คือความชัดเจนที่ว่า พื้นที่แบ็กของลิเวอร์พูลเปิดที่ว่างให้ถูกโจมตีมากเกินไป ซึ่งค่าราคาที่ต้องจ่ายนั้นก็คือการเสียประตูจบ 45 นาทีแรก แม้ลิเวอร์พูลยังไม่เพลี่ยงพลาด้นสกอร์ แต่ความรู้สึกของแฟนบอลคืออยากให้มีอะไรเปลี่ยนให้เร็วที่สุดในช่วงครึ่งเวลาหลังการดันหลังขึ้นสูง (High Line) คืออีกหนึ่งราคาที่ต้องจ่าย เมื่อคุณกิดเล่นผิดพลาดขึ้นมารีส วิลเลี่ยมส์ คือคนรับผิดชอบราคานี้แบบเต็มๆ หลังก่อนหน้านี้ช่วงครึ่งแรก การกระทำของเขายังไม่ถูกลงโทษ เขาสกัดพลาดจนบอลเลยไปถึงแรชฟอร์ด ก่อนที่จะยิงสวนตัวอลีสชงพาแมนฯ ยูไนเต็ด พลิกแซงนำ 2-1

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลิเวอร์พูลเสียประตูลักษณะแบบนี้ โดยที่มีวิลเลี่ยมส์เป็นตัวหลักของฉากเสียประตู ย้อนกลับไปรอบก่อนที่เจอแอสตัน วิลล่าวิลเลี่ยมส์ก็เสียเชิงให้เด็กอายุ 17 ปีอย่าง ลู แบร์รมาแล้วเสียงเรียกร้องอยากได้เซนเตอร์แบ็กเข้ามามีเพิ่มขึ้นแน่นอน เมื่อเห็นวิลเลี่ยมส์เล่นไม่เป็นโล้เป็นพายขนาดนี้ซึ่งบางที ตำแหน่งตัวจริงในตอนนี้คงเร็วเกินไปสำหรับเขาขณะที่ดูเหมือนว่าเกมรุกของลิเวอร์พูลดูตื้อตัน พวกเขาก็อาศัยความผิดพลาดของคู่แข่งเล่นงานคืนได้บ้าง ชาลาห์เป็นคนปิดบัญชี โดยมีมิลเนอร์และฟีร์มีโน่เป็นตัวประสานงานประตูของชาลาห์ทำให้เขาเป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนที่สองที่ทำสองประตูในเกมเดียวได้ที่โอลด์ แทร์ฟฟอร์ด ต่อจาก สตีเว่น เจอร์ราร์ด เมื่อปี 2014 และยังเป็นคนแรกที่ทำสองประตูในศึกเอฟเอคัพ ต่อจาก ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่ทำไว้ในรอบรองฯ ปี1996 กับแอสตัน วิลล่า

เมื่อทวงประตูตีเสมอ 2-2 ได้ คล็อปป์ส่งชาดิโอ มาเน่ ลงแทนไวนัลดุม ซึ่งแน่ชัดว่าเขาต้องการปิดบัญชีให้ได้ในเวลา 90 นาทีหากไม่นับลูกเสียประตูให้แก่แรชฟอร์ดลิเวอร์พูลทำได้ดีขึ้นมากในช่วงครึ่งหลัง ทั้งแง่การครองบอล และการเข้าทาพวกเขาทำให้แนวรับแมนฯ ยูฯ เจอความกดดันมากขึ้น และมีลูกผิดพลาดให้เห็นบ้างเล็กน้อยขณะเดียวกัน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ส่งบรูโน่ แม่ทัพคนสำคัญลงมาประจำการในสนาม ซึ่งเหตุผลก็คงไม่ต่างจากที่คล็อปปีส่งมาเน่เท่าไหร่นักแต่ดูเหมือนไพ่ของโชลชาจะคือป๊อก 9 ที่ทำให้เจ้าอย่างแมนฯ ยูฯ ได้เฮรอบสอง15 นาทีสุดท้ายคือช่วงเวลาที่น่ากดดันที่สุดและมันก็เกิดขึ้นแบบนั้นจริง ๆ สกอร์ของลิเวอร์พูลกลับมาตามหลังอีกครั้งหลังลูกยิงฟรีคิกของบรูโน่แหวกอากาศเข้าไปกองในตาข่ายคล็อปป์หยิบไพ่สองใบสุดท้ายส่ง เซอร์ดาน ชากิรี่ และ ดิว็อด โอริกี ลงสนามแต่ก็ทำได้แค่นั้น ไพ่ของเขาไม่ใช่แต้มสูงหรือมากพอที่จะพลิกหน้ากระดานได้จวบจนสุดท้าย สิ้นเสียงนกหวีดจากลมเป้าของผู้ตัดสิน ไม่มีเวทมนตร์หรือเทพีแห่งโชคใด ๆ เข้าใกล้ลิเวอร์พูลแม้แต่นิด

เป็นอีกครั้งที่เอฟเอ คัพ กับคล็อปป์ ไปสุดทางแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นอีกครั้งที่คล็อปป์ไม่ชนะแมนฯ ยูไนเต็ดที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดและเป็นอีกครั้งที่เอฟเอ คัพ กับลิเวอร์พูลเป็นเหมือนเส้นขนานถึงจุดตกต่ำแล้วหรือยัง?!หากถามคล็อปป์ เขาคงตอบว่า "ไม่" แต่เดอะ ค็อป บางรายก็คงมีคิดกันบ้างบอสเคยบอกว่า ในเมื่อสถานการณ์มันไม่สามารถทำให้คว้าใครเข้มาเพิ่มได้ ผู้เล่นชุดนี้คือปัจจัยหลักที่จะแก้ปัญหาหากอีก 7 วันหลังจากนี้ไม่มีใครหนใหม่เข้ามาจริงๆ แลปัญหายังไม่สามารถแก้ไขได้ในเร็ววัน เราคงได้ดูลิเวอร์พูลในแบบที่แปลกไปจากปีสองปีที่ผ่านมา หรือแบบชินตาก็ที่เกิดขึ้นในช่วง 5-6 นัดหลังสุด รักและเป็นห่วงลิเวอร์พูลเสมอ ไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไร

เขนซ์เล็งกลับไปแขวนสตั๊ดทีลียง คลิปบอล 

คาริม เบนเซม่า กองหน้า เรอัล มาดริด มีโอกาสย้ายกลับ ลียง หลังสิ้นสุดสัญญากับทีมชุดขาวในซีซั่น 2021-2022 คาริม ฌาชีรี่ อดีตเอเยนต์ของ คาริม เบน-เซม่า อ้างว่ากองหนชาวฝรั่งเศสของ เรอัล มาดริดต้องการยุติอาชีพค้าแข้งกับ โอลิมปิก ลียง สโมสรแรกของเขาก่อนย้ยมาอยู่กับทีมชุดขาว ตามรายงานจากอาสเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเบนเซม่า เติบโตจากทีมเยาวชน ลียง ก่อนก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เมื่อปี 2004 จนกระทั่ง เรอัลมาดริด จ่ายเงิน 35 ล้านยูโรดึงมาร่วมทีมในช่วงชัมเมอร์ปี 2009 เขาทำ 264 ประตูจากการลงเล่นทุกรายการ 537 เกมตลอดช่วง 10 ฤดูกาลครึ่ง ก่อนเอเยนต์เก่าของนักเตะจะอ้างว่า 'เบนซ์ มีแผนย้ายกลับทีมโอแอลในอนาคต 'คาริม จะกลับไป ลียง หรือไม่? ใช่ ด้วยความสัตย์ผมคิดว่าเขาจะไป' ฌาชีรี่ กล่าวเขาคุยกับผมตลอดและเขาเฝ้าดูทุกเกมของทีม'ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่เคยไปที่ กรปามา สตเดี้ยม และในความคิดของเขา มันเป็นสิ่งที่เขาต้องการ เขามี ลียง อยู่ในใจ' อดีตตัวแทนกองหน้าวัย 33 ปีกล่าวเบนเซม่า ทำ 15 ประตูจากการลงเล่นทุกรายการในซีชั่นนี้กับ เรอัล มาดริด เขายังมีสัญญากับทีมชุดขาวจนสิ้นสุดฤดูกาล 2021-2022 ถ้าหากไม่มีการทำข้อตกลงใหม่ก็มีแนวโน้มว่า เบนซ์' จะย้ายกลับทีมโอแอลหลังจากนั้น

โซลชาปัดไบยี่เดี้ยงหนักวืดแดงเดือด คลิปบอล 

โอเล่ กุนนาร์ โชลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษเปิดเผยว่า เอริก ไบยี่ กองหลังคนเก่งของทีม ไม่ได้เจ็บหนักอะไร หลังจากที่ไม่มีชื่อติดทีมในเกม เอฟเอ คัพ รอบ 4 นัดที่ "ปีศาจแดง" เปิดรัง โอลด์แทฟฟอร์ด เอาชนะ ลิเวอร์พูล 3-2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมาหลังจากเคยมีปัญหาอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องจนทำให้ไม่ค่อยได้ลงเล่นติดต่อกันเท่าไหร่ไบยี่ ก็มีความฟิตดีขึ้นจนได้เล่นติดต่อกันในช่วงหลายนัดที่ผ่านมา แถมยังทำผลงานได้ดีจนได้รับคำชมอย่างมากด้วย แต่ในนัดล่สุดเขาไม่มีชื่อแม้กระทั่งเป็นตัวสำรอง โดยที่ โซลชา จับเอา วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ไปยืนคู่กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แทน จนทำให้หลายคนตั้งประเด็นว่าดาวเตะชาวไอวอรี่โคสต์จะเจ็บหนักอีกครั้งโชลชา เผยว่า "เอริก จะพร้อมลงเล่นแน่นอน (ในเกมกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด วันพุธที่ 27มกราคมนี้) ผมก็แค่ไม่อยากเสี่ยงทำให้เขาเจ็บหนักก็เท่านั้น เรามีตัวเลือกที่สามารถทดแทนได้ที่ชุมม้านั่งสำรอง และ วิคตอร์ ก็พร้อมช่วยทีม ดังนั้นมันเลยไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปเสี่ยงทำให้ เอริก ได้รับบาดเจ็บเขาสบายดี มันไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น ผมบอกไม่ได้หรอกว่าเขาจะได้ลงเล่นรึเปล่า แต่เขาฟิตดี และจะพร้อมสำหรับการถูกเรียกติดทีมในวันพุธนี้"

อูดิฯไม่หนำทาบดูโตรเน่อีก คลิปบอล 

อูดิเนเช่กำลังเดินหนรุกเจรจาดึง พาทริค คูโตรเน่ มาจากวูล์ฟแฮมปีตัน ตามรายงานจากสื่ออิตาลี กองหน้าวัย 23 ปี ย้ายจากเอซี มิลานไปร่วมทีมหมาป่ามิดแลนด์ส เมื่อปี 2019 แต่เขามีผลงานที่น่าผิดหวัง จนถูกส่งตัวไปให้ฟิออเรนตินยืมใช้งานเมื่อปี 2020อย่างไรก็ตาม ผลงานของหอกอิตาลียังคงจมดิ่งและถูกส่งตัวกลับไปให้วูล์ฟส์ กระนั้นล่าสุดมีรายงานว่า อูดิเนเช่แสดงความสนใจดึงกองหน้ารายนี้ไปชุบชีวิตตามรายงานจาก จานลูก้า ดิ มาร์ซิโอ กูรูคนดังของอิตาลีระบุว่า อูดิเนเช่พยายามอย่างหนักในการดึงกองหน้าวัย 23 ปีไปครอง หลังจากวูล์ฟแฮมปีตันตกลงคว้า วิลเลี่ยน โชเช่ ไปเสริมทัพการเจรจาตอนนี้กำลังดำเนินไป โดยทางอูดิเนเช่หวังว่าพวกเขาจะสามารถจัดการได้ทันเส้นตายก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้จะปิดตัวลง

ฮามันน์ป้องเทรนท์ฟอร์มรูดเรื่องธรรมชาติ คลิปบอล 

ดีทมาร์ ฮามันน์ อดีตกองกลางคนเก่งของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีกอังกฤษ สวนกลับคนที่ตำหนิ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์อาร์โนลด์ แบ็กขวา "หงส์แดง" ว่า พูดจาไร้สาระโดยบอกว่าฟูลแบ็กชาวอังกฤษแด่เพิ่งฟอร์มตกไม่ถนัดเท่านั้น พร้อมบอกว่ามันมีโอกาสเกิดเรื่องแบบนี้ได้เป็นธรรมดาตลอดช่วงหลายฤดูกาลก่อน อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ สามารถทำแอสซิสต์ได้เป็นกอบเป็นกำจนทำให้ได้รับการยกย่องว่าเป็นแบ็กขวาที่เก่งที่สุดของโลก และเป็นเหมือนเพลย์เมกเกอร์คนหนึ่ง แต่ชีชั่นนี้เขาฟอร์มตกอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เคยเจ็บตรงน่อง โดยเขาเพิ่งทำแอสซิสต์ในลีกได้เพียง 2 หนเท่านั้น

ฮามันน์ เผยว่า "สิ่งเดียวที่ทำให้ผมแปลกใจคือเขาฟอร์มตกช้กว่าที่ผมเคยคิดเอาไว้ด้วยซ้ำ ถ้าคุณต้องลงเล่นทุกๆ สัปดาห์ หรือทุก ๆ 3 วันแล้วน่ะมันก็มีโอกาสเกิดเรื่องแบบนั้นได้อยู่แล้ว มาตรฐานที่เขาตั้งเอาไว้มันถือว่ายอดเยี่ยมมาก ๆ เขาเล่นแบบไม่มีข้อผิดพลาดเลยมาตั้ง 2 ปีเชียวนะ""เขาลงเล่นมาเกิน 100 นัด และเพิ่งมีอายุแค่ 22 ปีเท่านั้น มันเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ที่เขาจะฟอร์มตกบ้าง ผมเคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ตั้งเยอะด้วย ตอนนี้ทีมแทบไม่มีตัวเลือกอื่นในตำแหน่งแบ็กขวาเลย จริงอยู่ว่าผมคิดว่าเขาจำเป็นต้องได้พักบ้าง แต่จากปัญหาอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในตอนนี้และการที่นักเตะหลายคนไม่พร้อมลงเล่นแล้วน่ะ มันก็ทำให้ตอนนี้ผู้จัดการทีมรู้สึกว่าไม่สามารถพักเขาได้"

"ผมคิดว่าการที่เขาโดนตำหนิแบบในตอนนี้มันเป็นเรื่องไร้สาระมาก ๆ ทั้งสองฟูลแบ็กของทีม(หมายถึง อเล็กช่านเดอร์-อาร์โนลด์ กับ แอนดรูว่าโรเบิร์ตสัน) น่จะเป็น 2 ฟูลแบ็กที่เก่งที่สุดของโลกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ มันเป็นเรื่องงี่เง่าเข้าขั้นไร้สาระที่มาตำหนินักเตะที่อายุน้อยมาก ๆ ซึ่งเล่นได้ต่ากว่ามาตรฐาเพียงไม่กี่นัดและแค่แอสซิสต์ไม่ได้เลยมาไม่กี่เดือน""ในมุมมองของผมเขาเป็นนักเตะที่มีคุณภาพระดับ 5 ดาว เช่นเดียวกับ โรเบิร์ตสัน ตอนนี้มันก็แค่ว่าทั้งคู่ล้จัดเท่นั้น พอพวกเขาได้พักแล้วน่ะเราก็จะได้เห็นทั้งคู่เล่นได้ด้วยฟอร์มที่สุดยอดอีกครั้งแน่นอน ผมหวังว่าเขาจะยังอยู่กับ ลิเวอร์พูล ต่อไป เพราะตอนนี้มันมีฟูลแบ็กไม่มากนักหรอกที่จะทำแบบเดียวกับ อเล็กชานเดอร์-อาร์โนลด์ ได้" "ดิดี้" ระบุ

Continue Reading